เป็นผู้นำด้วยความเมตตา และทักษะทางสังคม

บทที่ 8 เป็นผู้นำด้วยความเมตตา และทักษะทางสังคม

เป็นผู้นำด้วยความเมตตา และทักษะทางสังคม – เรารู้ว่าการเป็นคน EQ สูง จะทำให้คุณมีทักษะเพิ่มขึ้นมาอีก 3 อย่าง คือ ทักษะการทำงานชั้นเยี่ยม ทักษะการเป็นผู้นำที่ดี และทักษะในการสร้างความสุข (จากบทที่ 1)

สำหรับบทนี้ เราจะเน้นย้ำประโยชน์ของมัน โดยพูดถึงเรื่อง การเป็นผู้นำด้วยความเมตตา การจูงใจด้วยความดีงาม และทักษะทางสังคม โดยเฉพาะเมื่อเจอสถานการณ์ยากๆ

นี่เป็นสรุปเนื้อหาในบทที่ 8 ของหนังสือ Search Inside Yourself (ตื่นรู้กับ Google) เขียนโดย Chade Meng Tan ซึ่งพูดเรื่องการฝึกสติ และสมาธิในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการทำฝันให้เป็นจริง โดยที่เรายังมีความสุขสุดๆ ไปพร้อมกันด้วย

บทที่ 1 ความฉลาดทางอารมณ์ คืออะไร และวิธีพัฒนา EQ ใน 2 นาที
บทที่ 2 วิธีฝึกสมาธิแบบ Google เพื่อพัฒนา EQ
บทที่ 3 ประโยชน์ของสติ และวิธีฝึกสติในชีวิตประจําวัน
บทที่ 4 การรู้จักตัวเอง และวิธีเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง
บทที่ 5 การควบคุมอารมณ์ และวิธีฝึก 5 ขั้นตอน
บทที่ 6 วิธีสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง
บทที่ 7 ความเมตตา คืออะไร วิธีสร้างความเมตตา และความเข้าใจคนอื่น
บทที่ 8 เป็นผู้นำด้วยความเมตตา และทักษะทางสังคม (จบ)

การเป็นที่รักนั้นดีต่องานของคุณ

จิม คูเซส (Jim Kouzes) และแบรี่ พอสเนอร์ (Barry Posner) สองนักวิชาการด้านความเป็นผู้นำ สรุปงานวิจัยของพวกเขาว่า

ปัจจัยเดียวที่แยกผู้จัดการระดับหัวแถวออกจากท้ายแถว นั่นคือ คะแนนความนิยมที่สูง ทั้งในแง่ของการยอมรับผู้อื่น และการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น

ผู้จัดการที่ทำผลงานได้โดดเด่น จะแสดงความอบอุ่นและความรักต่อผู้อื่นมากกว่า พวกเขาเข้าหาคนมากกว่า เปิดกว้าง พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็น และความรู้สึกมากกว่าผู้จัดการที่แย่ ถึง 25%

ถ้าองค์ประกอบทุกอย่างเหมือนกัน เราจะทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานให้คนที่เราชอบมากกว่า

ความเมตตาคือภาวะของความสุขสูงสุด

จากการวัดคลื่นสมองของคนที่มีความสุขที่สุดในโลก อย่าง Matthieu Ricard (แมตธิว ริคาร์ด) และพระทิเบตที่เป็นปรมาจารย์ด้านการทำสมาธิอีกจำนวนหนึ่ง เราพบว่าบุคคลเหล่านี้มีความสุขมากเมื่อทำสมาธิและแผ่เมตตา

ภาวะความสุขสูงสุด (เท่าที่มีการวัดทางวิทยาศาสตร์) เกิดจากความเมตตา ซึ่งต้องอาศัยการพบปะผู้คนในโลกแห่งความจริง

ดังนั้นการฝึกสมาธิเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่คำตอบของความสุขที่แท้จริง คุณจำเป็นต้องรักษาสมดุลย์ระหว่างการปลีกตัวออกจากสังคม (เพื่อความสงบ) และการเชื่อมโยงกับโลก (เพื่อเสริมสร้างความเมตตา) ครับ

การเป็นผู้นำด้วยความเมตตา

ทุกศาสนายกให้ความเมตตาเป็นคุณธรรมขั้นสูง และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพสูงอีกด้วย โดยบิล จอร์จ สรุปเรื่องนี้ไว้อย่างกระชับว่า มันคือการเปลี่ยนจาก “ฉัน” เป็น “เรา”

วิธีเพิ่มความเห็นอกเห็นใจ

สมองของเราเก่งมากในการคิดเป็นภาพ ดังนั้นวิธีฝึกความเห็นอกเห็นใจที่ดีที่สุดทางหนึ่งคือ คิดเป็นภาพ

หลักการง่ายมาก คือให้นึกภาพว่าคุณกำลังหายใจเอาความดีงามทั้งหมดในตัวเข้าไป จะจิตนาการว่าเป็นแสงสว่างก็ได้ หลังจากนั้นคิดว่ามันเพิ่มพูนขึ้นเป็น 10 เท่า แล้วหายใจความดีงามออกมาสู่โลก

การฝึกสำนึกถึงความดีงาม

  • สงบจิตใจ 2 นาที
  • นึกถึงความดีงามในตัวเอง เช่น ความรัก ความเมตตา ความเอื้อเฟื้อ หรือความสุขใจ จะจินตนาการว่าความดีงามนั้นเป็นออร่าสีขาวรอบตัวก็ได้
  • พักครู่หนึ่ง
  • หายใจเอาความดีงามนั้นเข้าไป แล้วจินตนาการว่ามันเพิ่มขึ้น 10 เท่า หลังจากนั้นหายใจออกมา ส่งต่อความดีให้โลกด้วยความสว่างไสว
  • หยุดนิ่ง 2 นาที
  • นึกถึงความดีงามของทุกคนที่คุณรู้จัก จะนึกว่ามีแสงสีขาวรอบตัวพวกเขาก็ได้
  • หลังจากนั้นหายใจเอาความดีงามนั้นเข้ามาในตัวคุณ ขยายให้มันเพิ่ม 10 เท่า แล้วหายใจออก ส่งความดีงามนั้นออกมาให้โลก
  • หยุดนิ่ง 2 นาที
  • ต่อไปให้นึกถึงความดีงามของทุกคนบนโลกนี้ เพราะทุกคนจะต้องมีความดีงามอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย
  • หลังจากนั้นหายใจเอาความดีงามนั้นเข้ามาในตัวคุณ ขยายให้มันเพิ่ม 10 เท่า แล้วหายใจออก ส่งความดีงามนั้นออกมาให้โลก
  • หยุดนิ่ง 2 นาที
  • จบด้วยการสงบจิตกับลมหายใจเป็นเวลา 1 นาที

ประโยชน์ของความเห็นอกเห็นใจ

ความเห็นอกเห็นใจมีประโยชน์ต่อตัวคุณเองและผู้อื่น 3 ข้อ คือ

  • ช่วยให้คุณเห็นความดีงามในตัวเองและผู้อื่น ทำให้คุณอยากเข้าใจ และเห็นใจพวกเขาอย่างอัตโนมัติ ถ้าทำจนเป็นนิสัย คุณก็จะเป็นคนที่ผู้อื่นไว้วางใจ เพราะคุณเข้าใจและใส่ใจพวกเขา
  • ฝึกเผื่อแผ่ความดีงามสู่ทุกคน เมื่อคุณอยากส่งต่อความดีงามให้คนอื่น ก็จะกลายเป็นคนที่อยากชวยเหลือคนอื่นด้วย ซึ่งจะทำให้คนอื่นยอมรับนับถือ
  • ความมั่นใจในการเปลี่ยนแปลง เมื่อฝึกสำนึกถึงความดีงามเป็นประจำ ในที่สุดสมองของคุณจะเริ่มคุ้นชิ้นกับแนวคิดว่าคุณสามารถเพิ่มความดีงามได้เป็น 10 เท่า และสามารถทำเพื่อผู้อื่นได้ ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้นั่นเอง

การจูงใจคนด้วยความดีงาม

การจูงใจคนให้ประสบความสำเร็จ เราควรรู้จัก SCARF ครับ

SCARF คืออะไร?

หนังสือเรื่อง Your Brain at Work อธิบายไว้ว่า SCARF คือ ประสบการทางสังคม 5 อย่าง ที่สมองคิดว่ามีความสำคัญมาก เท่าๆ กับการดิ้นรนเอาชีวิตรอดเลยทีเดียว

ประสบการทั้ง 5 อย่างนั้นคือ Status, Certainty, Autonomy, Relatedness และ Fairness

สถานภาพ (Status)
การเปรี่ยวเทียบว่าตัวเองอยู่จุดไหนของสังคมเป็นสิ่งที่สมองให้ความสำคัญมาก และการรักษาสถานภาพก็เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย (สำหรับสมอง) คนเราจึงยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษา หรือยกระดับสถานภาพของตัวเอง

แต่ข่าวดีคือ เราสามารถเปรียบเทียบกับตัวเองก็ได้!! เช่น ถ้าคุณฝึกฝนทักษะบางอย่างจนเก่งขึ้น จะสามารถทำสิ่งให้คุณให้ความสำคัญได้ดีขึ้น และทำให้สถานะสูงขึ้นด้วย เมื่อเทียบกับตัวเองในอดีต

ความแน่นอน (Certainty)
สมองชอบความแน่นอน เพราะความไม่แน่นอนจะทำให้การตอบสนองของสมองคลาดเคลื่อน และการจัดการความไม่แน่นอนก็ทำให้สมองเสียพลังงานมากเกินไป (ในมุมมองของสมอง)

สมองจะหาทางทำยังไงก็ได้เพื่อให้เกิดความแน่นอนขึ้น และถ้าเป็นเรื่องสำคัญๆ เช่น ไม่มั่นใจว่างานของคุณมั่นคงรึเปล่า ก็อาจทำให้คุณไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย

เป็นตัวของตัวเอง (Autonomy)
การเป็นตัวของตัวเอง คือ การรับรู้ว่าทุกสิ่งรอบตัวอยู่ในการควบคุม นั่นทำให้เมื่อคุณเจอกับแรงกดดัน (หรือปัญหา) ที่คุณไม่สามารถจัดการได้ สมองจะรู้สึกเครียดอย่างมาก

ความสัมพันธ์ (Relatedness)
ความสัมพันธ์ คือ การรู้ว่าใครเป็นมิตร ใครเป็น ศัตรู ก็เป็นสิ่งที่สมองให้ความสำคัญ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพูดว่า สิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์มีความสุขอย่างยั่งยืน คือ ความสัมพันธ์ที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณ

ตามธรรมชาติ สมองจะมองคนอื่นเป็นศัตรูจนกว่าจะพิสูจน์ว่าเป็นอย่างอื่น แต่โชคดีที่การพิสูจน์นั้นไม่ยาก แค่คุยถูกคอ หรือการจับมือทักทายอย่างเป็นมิตรก็ช่วยได้แล้ว การฝึกความเมตตา และการตั้งใจฟังอย่างมีสติ ในหนังสือเล่มนี้ ก็ช่วยได้มาก

ความยุติธรรม (Fairness)
มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ยอมให้ตัวเองเสียเปรียบเพื่อความยุติธรรม ในขณะที่สัตว์ชนิดอื่นก็มีการลงโทษการเอารัดเอาเปรียบด้วยเหมือนกัน แต่จะไม่ยอมให้ตัวเองเสียเปรียบเด็ดขาด

ความยุติธรรมเป็นเรื่องใหญ่มากของสมอง จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนอยากยอมเสียเปรียบเพื่อทวงคือความยุติธรรมเลยทีเดียว

วิธีสร้างแรงจูงใจ

วิธีสร้างแรงจูงใจที่ง่ายที่สุด คือ คุณต้องทำให้เขาบรรลุเป้าหมายของเขา (SCARF) ในแบบที่เอื้อให้บรรลุเป้าหมายของคุณ และช่วยสังคมไปพร้อมกัน

ซึ่งสรุปออกมาได้เป็นหลักการ 4 ข้อ
1. ตระหนักว่าแรงจูงใจคือสิ่งที่คุณสร้างได้อยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็มีผลกับคนอื่นทั้งนั้น
2. คนที่มั่นใจในตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีความเมตตา และยึดหลักความถูกต้อง จะดึงดูดผู้คนให้เข้าหา ยิ่งคุณรู้จักจุดอ่อน จุดแข็งของตัวเองมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมั่นใจตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
3. คุณต้องพยายามช่วยให้คนอื่นบรรลุเป้าหมายของพวกเขา ในแบบที่เอื้อให้บรรลุเป้าหมายของคุณด้วย
4. ทำประโยชน์ให้ส่วนรวม สุดท้ายแล้วถ้าคุณเป็นแบบอย่างของการทำประโยชน์ให้ส่วนรวม ความดีของคุณก็จะทำให้คุณสามารถจูงใจคนอื่นได้ง่ายขึ้น

ทักษะทางสังคม: วิธีคุยเรื่องยาก

เรื่องยากคือเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากพูดถึง เป็นได้ตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆอย่างขอขึ้นเงินเดือน หรือเรื่องเล็กน้อยอย่างไม่อยากให้เพื่อนบ้านทำเสียงดังหลัง 22.00

การพูดคุยเรื่องยากถือเป็นทักษะทางสังคม ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน คือ
1. เข้าใจพื้นฐานของการพูดคุย
2. ตัดสินใจว่าจะพูดหรือไม่พูด
3. เริ่มเรื่องด้วยมุมมองของคนนอก
4. สำรวจเรื่องของเขา และเรื่องของคุณ
5. แก้ปัญหา

1 เข้าใจพื้นฐานของการพูดคุย

  • การพูดคุยทุกครั้ง สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทหลัก คือ
  • คุยถึงเนื้อหา ว่าเกิดอะไรขึ้น
  • คุยถึงความรู้สึก
  • การคุยถึงตัวตน ซึ่งแบบนี้มักจะมีคำถาม 3 ข้อตามมา
    • a. ฉันมีความสามารถมากพอไหม
    • b. ฉันเป็นคนดีไหม
    • c. ฉันสมควรได้รับความรักไหม

ลองฝึกแยกแยะด้วยความเป็นกลางว่า…

  • การพูดคุยแต่ละครั้งเกิดอะไรขึ้นบ้าง
  • กระทบกับความรู้สึกของคุณและผู้ฟังอย่างไร
  • คุณมีส่วนได้ส่วนเสียอะไร และเกี่ยวกับคุณยังไง

2 ตัดสินใจว่าจะพูดหรือไม่พูด
พยายามพูดเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา หรือช่วยแก้ปัญหา แต่ถ้ามีเจตนาอื่นแอบแฝง เช่น แค่อยากทำร้ายใครซักคน ไม่พูดเลยก็น่าจะดีกว่า

3 เริ่มเรื่องด้วยมุมมองของคนนอก
เรื่องที่เกิดจากบุคคลที่ 3 ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย และรู้เหตุการณ์ทั้งหมด เหมาะจะใช้เริ่มพูดคุยเรื่องยากๆ เพราะมันเป็นกลางและใช้หาจุดยืนร่วมกับอีกฝ่ายได้ดี

ดังนั้นถ้ามีเรื่องยากๆ ลองหาบุคคลที่ 3 ที่เป็นกลางเป็นคนช่วย ก็0t

4 สำรวจเรื่องของเขา และเรื่องของคุณ

รับฟังเรื่องราวจากอีกฝ่าย โดยไม่ตัดสิน จากนั้นเล่าเรื่องในมุมของคุณ ลองสำรวจดูว่าแต่ละฝ่ายเข้าใจเรื่องเดียวกันไปคนละทางได้ยังไง โดยไม่กล่าวโทษกัน

5 แก้ปัญหา

ใส่ใจผลประโยชน์ของกันและกัน โดยแก้ปัญหาในเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญที่สุด ทั้งที่เป็นข้อกังวลและผลประโยชน์

ความเข้าใจที่จำเป็น สำหรับการพูดคุยเรื่องยาก

มี 2 สิ่งที่คุณควรเข้าใจเวลาคุยเรื่องยากๆ คือ

  1. ผลของการกระทำ เป็นคนละอย่างกับเจตนา ปกติเราจะตัดสินการกระทำของตัวเองโดยดูจากเจตนา แต่ชอบตัดสินคนอื่นจากการกระทำ เพราะเราไม่รู้เจตนาของเค้านั่นเอง

หลายครั้งที่คุณเจ็บจากการกระทำของอีกฝ่าย แต่จริงๆ เค้าเค้าไม่ได้เจตนาทำร้ายคุณเลย

  1. ทุกครั้งที่คุยเรื่องยากๆ นอกจากเนื้อหาและอารมณ์แล้ว เรื่องสำคัญที่สุดที่มักไม่มีใครพูดออกมาคือ “ตัวตน” เช่น ถ้าคุณถูกถามเรื่องความล่าช้าของโครงการ สิ่งที่รบกวนจิตใจคุณมากที่สุดอาจเป็นการสงสัยในความสามารถของตัวเอง

วิธีฝึกสำหรับพูดคุยเรื่องยากๆ

คุณจะฝึกด้วยการเขียนหรือพูดก็ได้ ถ้าเลือกฝึกพูด ให้ลองคุยกับเพื่อนซักคนครับ

  • ลองนึกถึงการคุยเรื่องยากๆ ในอดีตที่ควรเกิดขึ้น แต่ไม่เกิดขึ้น หรือการพูดคุยในอนาคตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
  • อธิบายการพูดคุย 3 ประเภทในมุมมองของคุณ นั่นคือ
    • การพูดคุยมีเนื้อหาอะไร
    • มีอารมณ์ไหนมาเกี่ยวข้องบ้าง
    • สิ่งที่คุยกันนี้สะท้อนอะไรในตัวคุณบ้าง ขั้นตอนนี้มักจะมีคำถาม 3 ข้อ คือ
      • ฉันมีความสามารถมากพอไหม
      • ฉันเป็นคนดีไหม
      • ฉันสมควรได้รับความรักไหม
  • จากนั้นลองสมุติว่าคุณคืออีกฝ่าย แล้วอธิบายการคุย 3 ประเภทจากมุมมองของอีกฝ่ายอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • ถ้าคุณคุยกับเพื่อน ให้พูดอย่างเปิดอกว่ารู้สึกยังไงกับเรื่องนี้

ทักษะทางสังคม: การใช้อีเมล์อย่างมีสติ

การใช้อีเมลอย่างมีสติก็ถือเป็นทักษะทางสังคมที่สำคัญ และหนังสือเล่มนี้มีประเด็นน่าสนใจครับ

ปัญหาใหญ่ของการสื่อสารผ่านตัวหนังสือ คือ อารมณ์ไม่ได้รับการถ่ายทอดมาด้วย สมองของเราจึงสร้างอารมณ์นั้นขึ้นมาเอง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอคติ และเชื่อไปเองด้วยว่าข้อมูลที่สร้างขึ้นนั้นเป็นความจริง

ทำให้หลายครั้งเราอาจตีความอีเมล์นั้นผิดไป ทั้งๆ ที่ผู้ส่งไม่ได้เจตนาอย่างนั้นเลย แต่ข่าวดีคือ สติช่วยลดความผิดพลาดนี้ได้ครับ

วิธีใช้อีเมล์อย่างมีสติ

  • หายใจลึกๆ 1 ครั้ง แต่ถ้าคุณอยู่ในสถาณะการณ์ที่ละเอียดอ่อน ให้ทำใจให้สงบ ด้วยการทำสมาธิซัก 2 – 3 นาที
  • ใช้สติไตร่ตรองว่าคนส่งและรับอีเมล์ ล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกับคุณ ใช้เวลา 2 – 3 นาทีทำสมาธิด้วยความเมตตา
  • เขียนอีเมล์
  • ทบทวนให้ดีว่า ถ้าข้อความของคุณสื่อสารไม่ชัดเจน สมองของผู้รับก็จะแต่งเติมข้อมูลขึ้นมาเอง แถมยังเป็นแง่ร้ายและมีอคติอีกต่างหาก
  • ตั้งสติอีกครั้งก่อนกดส่ง ถ้าอีเมลล์ของคุณเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ให้ลองหายใจลึกๆ อีก3 ครั้ง ถ้าในระหว่างนี้เกิดตระหนักว่าไม่ส่งอาจจะดีกว่า ก็เปลี่ยนใจได้เลย

คาถาแก้สถานการณ์ยากลำบากทางสังคมของหมิง

รักพวกเขา เข้าใจพวกเขา ให้อภัยพวกเขา เติบโตไปกับพวกเขา

ทุกครั้งที่ Chade Meng Tan (ผู้เขียน) พบกับสถานการณ์ยากๆ ทางสังคม เขาจะท่องคาถานี้ซ้ำๆ ในใจ และมันได้ผลเสมอ

รีวิวหนังสือ Search Inside Yourself

ผมขอทิ้งท้ายด้วยรีวิวสั้นๆ ของหนังสือเล่มนี้

+ พูดถึงสติ สมาธิ ด้วยภาษาง่ายๆ มีแหล่งอ้างอิงเป็นวิทยาศาสตร์
+ มีวิธีฝึกเป็นขั้นตอน ทำตามไม่ยาก
= การฝึกบางบท ต้องมีคนช่วย
– ผู้เขียนใส่แหล่งอ้างอิงเข้ามามาก ทำให้บางบทเนื้อหาเยอะ แต่ประเด็นนิดเดียว

โดยรวม นี่เป็นหนังสือที่ทำให้ผมเข้าใจเรื่องความเมตตา และการฝึกสติ สมาธิมากขึ้น รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยครับ ^^