อยากโชคดี ต้องทำยังไง เรามีกฎ 3 ข้อมาฝาก

อยากโชคดี ต้องทำยังไง เรามีกฎ 3 ข้อมาฝาก

อยากโชคดี ต้องทำยังไง เรามีวิธีจาก “กฎ 3 ข้อ ของการผลิตโชค ด้วยตัวคุณเอง (Hustle)” มาฝาก หลักการในหนังสือเล่มนี้เป็นอะไรที่เราชอบมาก ถึงขนาดเอามาตั้งชื่อเว็บไซต์ (PoisonSoup) เพราะเข้าใจง่าย ใครๆ ก็ทำตามได้เลย

จริงๆ วิธีผลิตโชคของเค้าคือการลงมือทำ โดยยึดหลัก 3 ข้อ คือ 1. เลือกทำสิ่งที่อยากทำ 2. กล้าเสี่ยง 3. สร้างโอกาส ถึงหนังสือไม่ได้วางเนื้อหาตามกฎ 3 ข้อนี้ซักเท่าไหร่ แต่มันก็มีวิธีคิดหลายอย่างที่เจ๋งมากอยู่ดีครับ

ภาพรวม

ความฝันอยู่ไกล ชีวิตอยู่กับที่ ทำไงดี? ใครมีคำถามแบบนี้ หนังสือเล่มนี้แหละใช่เลย มาดูวิธีแก้ปัญหากันครับ

  • แค่ลงมือทำ เงินทอง สิ่งที่มีความหมายกับชีวิต และแรงเหวี่ยงที่จะพาเราไปหาสิ่งใหม่ๆ จะตามมาเอง
  • เราเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองได้แน่นอน แค่บิดวิถีชีวิตของเราเล็กน้อย ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรใหญ่โต
  • สิ่งที่หลายคนพลาด คือ เราวิ่งหนีความล้มเหลว แทนที่จะวิ่งหาความสำเร็จ ทำให้ไม่เห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่
  • คิดถึงชีวิตที่คุณอยากเป็น ไม่ใช่ชีวิตที่เป็นอยู่

หนังสือแบ่งทางแก้ออกเป็น 3 หัวข้อ เริ่มจาก หัวใจ สมอง และสุดท้ายคือ นิสัย

หัวใจ

  • อย่าเอาแต่ทำตามความฝันของคนอื่น จนลืมความฝันของเราเอง
    • ความฝันเป็นอะไรก็ได้ เช่น อยากเลื่อนตำแหน่ง เขียนหนังสือซักเล่ม ขายเสื้อผ้าเอง อยากทำประโยชน์ให้ส่วนรวม
    • คุณต้องเลือกเอง ไม่งั้นคนอื่นจะเลือกให้คุณ
  • คนส่วนใหญ่เลือกทางง่ายๆ ที่เจอแรงต้านน้อยที่สุด (คือทำง่ายที่สุด) แล้วจบลงด้วยการไปช่วยคนอื่นทำตามความฝันของเค้า โดยไม่เคยคิดว่าอะไรน่าจะดีที่สุดสำหรับตัวเองจริงๆ
  • การเป็นเจ้าของความฝัน คือ การทำอย่างสุดความสามารถ แน่วแน่ ไม่กลัวผลที่จะตามมา พร้อมแก้ไขข้อผิดพลาดระหว่างทางไปเรื่อยๆ
  • สุดท้าย แค่มีฝันไม่พอ ต้องลงมือด้วย

ไม่รู้ว่าความฝันคืออะไร

  • มีคนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าความฝันของตัวเองคืออะไร (และชีวิตก็สงบสุขดี – อย่างแฟนผมเป็นต้น) ซึ่งถ้าคุณโอเคอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องตามหาความฝันก็ได้ครับ แต่ถ้าคุณยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วคุณชอบอะไร แต่อยากมีความฝันกับเค้าบ้าง ข่าวดีคือ คุณยังไม่จำเป็นต้องรู้ 100% ก็ได้ว่าชอบอะไร แต่ให้ลงมือทำอย่าหยุด
  • เคล็ดลับคือ ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องเปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้เราเริ่มต้นเมื่อไหร่ก็ได้

ความเสี่ยง

  • การไม่ลงมือทำและการหนีความล้มเหลวจะทำลายตัวเอง เพราะการหนีความล้มเหลวไม่ใช่เป้าหมายที่ทำได้จริง
  • การไม่เสี่ยงทำให้เราต้องรับความเสี่ยงแฝง การย่ำอยู่ที่เดิมทำให้เราเสียอะไรไปบ้าง งานอาจไม่มั่นคงอย่างที่คุณคิดก็ได้
  • ให้ตั้งเป้าหมายถึงเรื่องที่อยากทำ โดยแบกความเสี่ยงขนาดพอรับไหว
  • สิ่งที่ชีวิตต้องมีมากขึ้น = RISK คือความเสี่ยงนั่นเอง (เน้นอีกครั้ง ว่าต้องเป็นความเสี่ยงเท่าที่เรารับไหว)
  • สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นเมื่อเราเสี่ยงมากพอ

วงจรความห่วย

  • การไม่ยอมลงมือทำอะไรที่ต่างจากเดิม จะทำให้เราติดอยู่ในวงจรความห่วย ทำงานดาดๆ เกิดผลงานดาดๆ ไม่เตะตาใคร ทำให้เกิดเส้นทางอาชีพพื้นๆ แล้วก็วนกลับไปทำงานดาดๆ อีกรอบ แล้วก็วนไปไม่รู้จบ

การค้นหาความสามารถที่แท้จริง

  • ลงมือทำสิ่งที่ทำให้คุณตื่นเต้น หรือทำให้มีชีวิตชีวาเป็นประจำ อย่ามัววางแผน อย่าวางแผนว่าจะวางแผน แล้วความสามารถใหม่ๆ จะเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
  • ถ้ายังไม่แน่ใจ จะลองใช้วิธีของ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ก็ได้ครับ คือ ก่อนเริ่มทำอะไรใหม่ๆ (โครงการหรือโปรเจคใหม่) ให้จดว่าคุณคาดหวังอะไรบ้าง หลังจากจบโครงการก็บันทึกว่าสำเร็จหรือล้มเหลว อะไรที่คุณทำได้ดี อะไรที่ไม่ได้เรื่อง อะไรที่ทำได้ทั้งๆ ที่คิดว่าจะทำไม่ได้ การจดบันทึกเป็นประจำ จะทำให้จุดแข็งกับจุดอ่อนของคุณก็จะค่อยๆ เผยออกมา วิธีนี้ต้องใช้เวลา แต่จะคุ้มค่าแน่นอน หลังจากเจอแล้วก็ขัดเกลาจุดแข็งนั้นให้ดีขึ้นอย่างเต็มที่

การไล่ตามความสมบูรณ์แบบ และการพยายามสุดขีดที่จะหลีกเลี่ยงความล้มเหลว ทำให้ไม่กล้าตัดสินใจ และวนอยู่ในวังวนเดิมๆ กว่าจะรู้ตัวเวลาก็ผ่านไปอีก 1 ปี สิ่งที่เราต้องทำคือก้าวไปข้าวหน้า ถึงอะไรๆ จะบกพร่อง จะวุ่นวาย ก็ต้องก้าวออกไป

สมอง

ยอมรับความเจ็บปวดปริมาณน้อยๆ

  • ยินดีรับความเจ็บปวด (ความเสี่ยง ความผิดหวัง) ปริมาณน้อยๆ จะทำให้เราเก่งขึ้น เหมือนออกกำลังกาย ที่กล้ามเนื้อเจ็บปวด แต่ทำให้เราแข็งแรงขึ้น
  • วิธีการคือให้ลองทำสิ่งที่เราอึดอัดใจเล็กๆ น้อยๆ ถ้าคุณไม่ชอบพูด ให้ลองจากพูดอวยพรเพื่อนสั้นๆ แค่ 15 วินาทีก็พอ ถ้าแค่นั้นทำให้คุณตื่นเต้นแล้วนั่นแหละดี ทำซ้ำๆ แล้วคุณจะค่อยๆ เก่งขึ้น

ประโยชน์จากการทรมานสมอง

ความสามารถในการปรับตัวของสมอง (Neuroplasticity) จะเกิดเมื่อได้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับกระบวนการรับรู้ เช่น เรียนภาษาใหม่ ฝึกทักษะใหม่ๆ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ทำอะไรใหม่ๆ หรือแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

ลองถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งเล็กน้อยที่สุด ที่จะทำได้เพื่อฝึกสมอง ซึ่งต้องน่ารำคาญหรือแปลกหน่อยๆ และได้ประโยชน์ หรือมีความหวังในบางมุม เช่น

  • ลองโยคะวันละ 5 นาที
  • ลองหาบางอย่างที่เป็นข้อดีของคนที่เราเกลียด แล้วชมอย่างจริงใจ
  • ลองให้พนักงานร้านอาหารเลือกเมนูให้คุณมั่วๆ
  • ลองเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน
  • หัดดูหนัง หรือทำอะไรคนเดียวในบางวัน
  • เดินเล่นแถวบ้าน แล้วพยามมองหาสิ่งสวยงาม

ประเด็นคือ ไม่ใช่ลงโทษหรือปฏิเสธตัวเอง แต่เป็นการค่อยๆ กระตุ้นให้เราเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โชคดี 4 ประเภท

  • โชคดีมี 4 แบบ แค่ขยับตัว ลงมือทำ เราก็จะเก็บเกี่ยวดวงดีๆ ได้มากกว่าคนทั่วไป
    • บังเอิญโชคดี ดวงล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับความสามารถใดๆ
    • โชคจากการช่วงชิง เกิดจากการขยับตัวและลงมือทำ เมื่อเราเลิกอยู่นิ่งๆ แล้วทำอะไรไปเรื่อยๆ ก็อาจจะมีโชคเกิดขึ้น เช่น ผู้เขียนสุ่มชวนคนในลิฟต์คุยบ่อยๆ จนได้งาน ถ้าเค้าไม่ลองชวนคุย ก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น
    • โชคแบบแอบแฝง เป็นโชคที่เข้ามาแล้วแอบเดินออกไปทุกวัน คนที่ไม่เคยฝึกฝน ไม่เตรียมพร้อม ไม่เคยหาข้อมูลจะมองไม่เห็นมัน
    • โชคแบบพลิกผัน โชคแบบนี้เกิดจากพฤติกรรมประหลาดๆ เฉพาะตัว ถ้าคุณมีนิสัยแปลกๆ ยอมรับตัวเองว่าต่างจากคนอื่นยังไง แล้วเอามันออกมาให้โลกเห็น – ไม่ใช่คนเหล่านี้ประสบความสำเร็จแม้มีนิสัยประหลาด แต่นิสัยประหลาดๆ ต่างหากทำให้เค้าประสบความสำเร็จ
  • สุดท้ายคือลงมือทำไปเรื่อยๆ โชคดีจะเข้ามาเอง ไม่ต้องใส่ใจว่าจะตีโดนลูกรึเปล่า แค่ตั้งหน้าตั้งตาตีมันเข้าไป ไม่ต้องสนใจความล้มเหลว ให้ทำ ทำ ทำ ทำ

อยากโชคดี ต้องทำยังไง

กฏ 3 ข้อ ที่จะทำให้คุณโชคดีขึ้น

  • ทำสิ่งที่คุณอยากลงมือทำจริงๆ แรงขับดันอาจจะมาจากอารมณ์ทางบวกหรือทางลบก็ได้ เช่น ความหงุดหงิดว่าทำไมถึงเลี้ยงลูกันแบบผิดๆ หรือความเจ็บใจที่ไม่มีใครรับเข้าทำงาน แต่ต้องระวัง อย่าทำตามสิ่งที่ใจรัก เพราะ
    • สมมุติว่าคุณอยากเปิดร้านเบเกอรี่เพราะชอบทำขนม แต่เอาเข้าจริงมันจะมีเรื่องต้นทุน กำไร การบริหารสินค้า มีเรื่องการจ้างพนักงานเข้ามาอีก ซึ่งอาจจะเป็นงานที่คุณเกลียดเลยก็ได้
    • สิ่งที่ใจรักเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ความชอบของคุณในตอนนี้จะเปลี่ยนไปในอนาคต และเปลี่ยนไปตลอดชีวิต
    • ไม่ควรปล่อยให้ความหลงไหลที่อยู่ชั่วคราวมาบงการหน้าที่การงาน
    • หนังสือเล่มนี้เชื่อว่า สิ่งที่ไม่ค่อยเปลี่ยนคือความสามารถเฉพาะตัวที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด คุณต้องลองทำหลายๆ อย่าง พาตัวเองเข้าไปอยู่ในจุดที่ไม่คุ้นเคย เพื่อหาความสามารถนั้นให้เจอ เมื่อเจอแล้วให้ทุ่มพัฒนาความสามารถนั้นเป็นเท่าตัว
    • การหาความสามารถและพัฒนาความสามารถจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบ
  • เชิดหน้าและลืมตาไว้ การมองทะลุถึงโอกาสที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ จะส่งคุณไปหาเป้าหมายได้เร็วขึ้น ต้องมองไม่เหมือนคนอื่น ตรงไหนที่คนอื่นมองว่าเป็นอุปสรรค์ คุณต้องมองให้เห็นโอกาส
  • ปิดดีลให้ได้จริง
    • การปิดดีลไม่ได้หมายถึงปิดการขายมหาศาลเสมอไป แต่ต้องเป็นข้อผูกมันที่เป็นรูปธรรม เช่น
      • เขียนหนังสือ 10000 คำใน 10 วัน
      • ขายของให้ได้ 1 ชิ้น
      • Live สดวันละตอน เป็นต้น
    • ถ้าไม่มีขั้นตอนนี้เท่ากับเรายังไม่ได้ลงมือ
    • การปิดดีลเท่านั้นที่จะทำให้ทักษะที่คุณสนใจพัฒนาขึ้นได้ และจะทำให้นิสัยของคุณค่อยๆ เปลี่ยนไป พอนิสัยเปลี่ยน อัตลักษณ์ใหม่ๆก็จะเกิดขึ้น

เดินอ้อมก็ได้ ไม่เป็นไร

ทุกคนมีความสามารถพิเศษ ทักษะ และประสบการณ์ต่างกัน หมายความว่าทุกคนมีเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเอง การพยายามทำตามคนอื่นมีแต่จะทำให้รู้สึกว่าเค้าเก่งกว่า ฉลาดกว่า แต่นั่นเพราะคุณไม่ได้ฝ่าฟันด้วยความสามารถของตัวเอง และทักษะที่ฝึกมาของคุณต่างหาก

นิสัย

  • เปลี่ยนจากความฝันลมๆ แล้งๆ ให้เป็นจริง ด้วยกฏ 3 ข้อ
    • ทำสิ่งที่อยากทำ ช่วยให้มีความกระตือรือร้น และตื่นเต้น อย่างกังวลกับสิ่งที่หลงไหลมากนัก เพราะมันเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แค่เริ่มลงมือทำ
    • เชิดหน้าและลืมตาไว้ โอบรับความเสี่ยงและมองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่ แค่โชคเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้ไปไกลแล้ว
    • ปิดดีลให้ได้จริง กำหนดเป้าหมายแล้วทำให้สำเร็จจริง เป้าหมายอาจไม่ใหญ่มากก็ได้ การทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ จะค่อยๆ ทำให้นิสัยของเราเปลี่ยนไปด้วย

กฏ 10 นาที

กฎ 10 นาที แทนที่จะเสียเวลาคิด ให้ลงมือทำเลย ทำซัก 10 นาทีแล้วค่อยประเมินผลก็ได้ ไม่ใช่ประเมินก่อน 10 นาที แล้วไม่ทำอะไรเลย

Personal Opportunity Portfolio

เรียนรู้ 4 สิ่งที่ส่งเสริมความก้าวหน้าของคุณ

  • Potential
  • People
  • Project
  • Proof

Potential

  • ไม่ใช่เพราะอะไรๆ มันยากหรอกเราถึงไม่กล้าเสี่ยง เป็นเพราะเราไม่กล้าเสี่ยงต่างหากมันถึงยาก
  • คุณก็ต้องมีทักษะที่เป็นจุดแข็งในตัว เหมือนร้านอาหารที่มี Signature ไม่กี่จาน ส่วนเมนูอื่นอาจจะอร่อยบ้างไม่อร่อยบ้างปนๆ กันไป
  • 4 ขั้นตอนสำหรับพัฒนาศักยภาพของตัวเอง
    • ยอมรับว่าคนอื่นหรือตัวเราเองก็ไม่ได้รู้เรื่องความสามารถในตัวเองเป็นพิเศษ
    • ทำโครงการต่างในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและมีชีวิตชีวา เพื่อให้ศักยภาพในตัวเราเผยออกมา
    • วิเคราะห์และติดตามความก้าวหน้าของคุณ
    • ลงทุนในจุดแข็งของตัวเองและมองข้ามจุดอ่อนไป
  • จำไว้ว่าคุณไม่ได้แข่งกับความสมบูรณ์แบบ แต่แข่งกับคนอื่นๆ เหมือนกันเรา
  • แทนที่จะเสี่ยงแบบ ไม่รุ่งก็เจ๊งไปเลย ให้ลองเสี่ยงทีละเล็กทีละน้อยก่อน ลองคิดดูว่าด้านไหนบ้างของชีวิตที่เราจะลองเสี่ยงแบบเล็กๆ น้อยๆ ได้
  • ลงมือทำไปเรื่อยๆ ผลจะออกมาดีหรือแย่ก็ไม่สำคัญ

People

  • ผู้คนคือโอกาส ผู้คนคือตำแหน่งงาน ผู้คนคือบริษัท ผู้คนคือชีวิตของคุณ ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นที่คนและจบลงที่คน
  • ถ้าไม่ถนัดเรื่องผู้คนก็ถึงเวลาทบทวนสมการทางสังคมของเราใหม่  นี่คือสิ่งที่ทำได้ตอนนี้
    • กฎข้อแรกคือ คุณต้องการผู้คน และผู้คนก็ต้องการคุณ (เพราะคุณก็คือคนเหมือนกัน)
    • เครือข่ายของคุณคือทรัพย์สินสุทธิ ไม่มีใครบรรลุความสำเร็จโดยลำพัง
  • การสร้างเครือข่าย
    • มีคน 2 แบบ
      • นายหน้าที่จะเก็บผลประโยชน์จากการเชื่อมต่อคนสองคนให้เจอกัน  และจะแนะนำคนสองคนให้เจอกันต่อเมื่อตัวเองมีผลประโยชน์เท่านั้น – คนแบบนี้จะมีพลังเมื่อคนสองฝ่ายไม่รู้จักกัน
      • แบบที่สอง คือ ประสานความร่วมมือ และแนะนำให้คนรู้จักกันโดยหวังให้เกิดผลประโยชน์ขึ้นในกลุ่ม
    • วิธีสร้างเครือข่ายที่ถูกต้อง คือ การเข้าหาคนโดยลืมสิ่งที่เราต้องการไปก่อน แต่ให้สนใจว่าอะไรคือความต้องการ หรืออุปสรรค์ของเค้า เราจะช่วยอะไรเค้าได้บ้าง
      • เต็มใจแนะนำให้คนรู้จักกัน (ถ้าต่างฝ่ายต่างอยากรู้จักกัน)
      • ทำตัวเองให้เป็นไหน้ำผึ้ง เน้นให้ประโยชน์คนอื่นก่อน แล้วไหน้ำผึ้งเล็กๆ ก็จะกลายเป็นชุมชนใหญ่ได้

Project

  • ถ้าอยากเติบโต ต้องทำโครงการเด็ดๆ ถ้ามีโอกาสก็พุ่งเข้าใส่เลย ถ้าไม่มีก็คิดโครงการเองซะเลย
  • โครงการ 3 ประเภท
    • งานหลัก (เข้างานตอนเช้า เลิกงานตอนเย็น) งานประจำนั่นแหละครับ ถ้าไปได้สวยก็ทำมันไปเรื่อยๆ เลย
    • งานทดลองและโครงการพิเศษ (เริ่มตอนเย็น เลิกตอนเช้า) เป็นงานที่ใช้หัดรับความเสี่ยงเล็กๆ น้อยๆ พยายามค้นหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ให้พบ และต้องมีเป้าหมายชัดเจนในใจ
      • การทดลองง่ายๆ ลองเขียนเมลให้สั้นลง ดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้น
      • ทดลองการใช้คำศัพท์เชิงบวก และมองโลกในแง่ดีล้วนๆ
      • ลองเพิ่มเวลานอน
      • ลองลดชั่วโมงทำงาน
      • ลองเขียน e book
      • ลองเปิดร้านขายของออนไลน์
      • ลองสอนออนไลน์
    • โครงการเพิ่มคุณค่าให้ชีวิต (วันหยุด / ยามว่าง) ไม่จำเป็นต้องสร้างเงินให้คุณ แต่เป็นการเติมความคิดสร้างสรรค์ การศึกษา จิตวิญญาณ พัฒนาตัวเอง ถ้าโครงการหลักหรือโครงการพิเศษไม่ได้ช่วยให้คุณทำสิ่งที่มีความหมายกับคุณ ก็ต้องใช้โครงการแบบนี้ช่วย เช่น
      • ฝึกงานด้านที่สนใจกับผู้เชี่ยวชาญ
      • อาสาทำงานกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร
      • ทำงานช่วยเหลือสังคมมนด้านที่คุณสนใจ

Proof

  • เมื่อมองหางานที่อยากทำ ต้องพิสูจน์ให้เห็น แสดงหลักฐานและพิสูจน์ด้วยการทำบางอย่าง (โครงการของคุณไง)
  • ถ้าอยากโชคดีต้องกล้าเสียงให้มากขึ้น กล้าผจญภัย และมีความคิดสร้างสรรค์ แต่ต้องอยู่ในระดับที่คุณรับได้
  • หลักฐานที่ดีควรเป็นยังไง
    • หาเจอได้ง่าย
    • ประกอบด้วยงานที่คุณทำสำเร็จ รางวัลต่างๆ รวมงานอดิเรกด้วยนะ
    • ประวัติส่วนตัวบนโลกออนไลน์ อัพเดทอย่างน้อยปีละครั้ง
    • ทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเอง

เงินทอง VS ความหมายของชีวิต

  • เงินไม่ได้แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง และสิ่งที่เราคิดว่ามีความหมายก็ไม่ได้ช่วยเติมเต็มเสมอไป
  • ถ้าคิดถึงเงินทองมากไป แต่ไม่มีความหมายกับชีวิต จะทำให้เราสงสัยว่าทำไมถึงทำสิ่งนั้นอยู่ ถ้าไม่สนใจเงินทอง เราก็อยู่ไม่ได้เหมือกัน
  • แบบฝึกหัดเพื่อเพิ่มความหมายให้ชีวิต
    • จัดการทุกสถานการณ์และปฏิสัมพันธ์ด้วยความเมตตา เอื้อประโยชนืทางบวกให้แก่คุณและอีกฝ่าย
    • ฝึกสมาธิ เล่นโยคะ รับรู้ ปล่อยวาง ฝึกการอยู่กับตัวเองวันละ 20 นาที
    • หัดขอบคุณในยามปกติที่คุณจะไม่เอ่ยปาก ยอมรับคำชมของคนอื่นด้วยรอยยิ่มและแววตา
    • ใช้เวลากับคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ขยายแวดวงสังคมของคุณให้กว้างขึ้น คุณไม่มีทางรู้ว่าการสานความสัมพันธ์อาจนำโอกาสมาให้อย่างเหลือเชื่อ

สรุป

  • คิดดีๆ ว่าตัวเองใช้พลังงานยังไง ใช้เวลาในแต่ละวันยังไง และเลือกที่จะทำอะไรในวันข้างหน้า
  • อยากโชคดี ต้องทำยังไง? ทางเดียวคือการลงมือทำจริง กล้าเสี่ยง และค้นหาโอกาส แล้วจะมีโชคอย่างคาดไม่ถึง
  • วิธีที่ทำให้คนหมดไฟเร็วที่สุด คือ ตอบโต้กับทุกสิ่งแบบบ้าระห่ำ ดังนั้นคุณควรจะ
    • หาเวลาหลุดจากตาราง
    • แน่ใจว่าได้พักผ่อน หรือหยุดยาว
    • แน่ใจว่าจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างน้อย 1 อย่าง ที่ทำให้หลุดพ้นจากประสบการณ์เดิมๆ – เพื่อให้สมองจัดระเบียบการรับรู้เสียใหม่
  • ความสมบูรณ์แบบไม่เคยเป็นจุดหมายของการทำงานและชีวิต
  • แบ่งเวลา 10% – 20% ในแต่ละอาทิตย์ไว้คิดสร้างสรรค์ โดยไม่ทำงานอื่น
  • กระบวนการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่คุณเป็นในวันนี้ไปสู่สิ่งที่คุณเป็นในวันหน้าต้องอาศัยเวลา และมันไม่มีทางจบสิ้น และคุณจะต้องลงมือทำไปเรื่อยๆ

กฎ 3 ข้อ ของการผลิตโชค ด้วยตัวคุณเอง (Hustle)
เขียน นีล พาเทล, แพทริก วลาสโควิตส์, โจนาส คอฟเฟลอร์
แปล นุชนาฎ เนตรประเสริฐศรี
พิมพ์ Amarin How To