การควบคุมอารมณ์ และวิธีฝึก 5 ขั้นตอน

การควบคุมอารมณ์ และวิธีฝึก 5 ขั้นตอน

การควบคุมอารมณ์ และวิธีฝึก 5 ขั้นตอน – ชายคนหนึ่งเห็นชายอีกคนขี่ม้าผ่านไป จึงถามด้วยความอยากรู้ว่า “ท่านกำลังจะไปไหน” ชายขี่มาตอบว่า “ไม่รู้ ลองถามม้าดูสิ”

ปกติคนเราโดนอารมณ์พัดพาไป และหลายครั้งไม่รู้ว่ามันจะพาไปไหน แต่ถ้าคุณสามารถควบคุมอารมณ์ได้ คุณจะสามารถใช้มันให้เกิดประโยชน์ และพาคุณไปถึงจุดหมายได้ ในบทนี้เราจะมาหัดขี่ม้า และเปลี่ยนจากการโดนอารมณ์บังคับให้ทำ เป็นเลือกที่จะทำ (คือคุณมีอำนาจเต็มว่าจะทำหรือไม่ทำตามอารมณ์ก็ได้)

นี่เป็นสรุปเนื้อหาในบทที่ 5 ของหนังสือ Search Inside Yourself (ตื่นรู้กับ Google) เขียนโดย Chade Meng Tan ซึ่งพูดเรื่องการฝึกสติ และสมาธิในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการทำฝันให้เป็นจริง โดยที่เรายังมีความสุขสุดๆ ไปพร้อมกันด้วย

บทที่ 1 ความฉลาดทางอารมณ์ คืออะไร และวิธีพัฒนา EQ ใน 2 นาที
บทที่ 2 วิธีฝึกสมาธิแบบ Google เพื่อพัฒนา EQ
บทที่ 3 ประโยชน์ของสติ และวิธีฝึกสติในชีวิตประจําวัน
บทที่ 4 การรู้จักตัวเอง และวิธีเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง
บทที่ 5 การควบคุมอารมณ์ และวิธีฝึก 5 ขั้นตอน

ประโยชน์ 5 ข้อ ของการควบคุมอารมณ์

  • จัดการอารมณ์ที่ยุ่งยาก และหุนหันพลันแล่นได้เป็นอย่างดี
  • ซื้อสัตย์กับตัวเอง รักษาคำพูด และเชื่อมั่นในจุดยืน
  • รับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง
  • รู้จักปรับตัว ยืดหยุ่น พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง
  • พร้อมเปิดรับความคิดและข้อมูลใหม่ๆ

นอกจากคุณจะไม่วีนใส่หัวหน้า คนที่คุณรัก หรือ CEO!! คุณยังสามารถปรับตัวได้ทันโลก รักษาคำพูด และมีจุดยืนของตัวเอง เยี่ยมไปเลย

แต่ที่หลายคนทำไม่ได้ เพราะเราถูกอารมณ์พาออกนอกลู่นอกทาง เหมือนคนขี่ม้าที่ยอมให้ม้าพาไปไหนต่อไหน อารมณ์บังคับให้คุณทำตามมัน มันดีกว่าแน่นอนถ้าคุณจะสามารถ “เลือก” ทำตามอารมณ์ หรือไม่ทำตามมันก็ได้

การควบคุมอารมณ์ไม่ใช่การเก็บกด

การควบคุมอารมณ์ไม่ใช่การเก็บกด และไม่ใช่การไม่ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง แต่เป็นการที่คุณสามารถจัดการมันได้อย่างมีสติ และยังคงสามารถ “เลือก” ได้ว่าจะทำตามมันหรือไม่ทำตามมัน

ยกตัวอย่างการโมโหกับความหงุดหงิด สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสองอารมณ์นี้ คือ ความหงุดหงิดคุณยังมีอำนาจเหนือความไม่พอใจ ส่วนการโมโหนั้นเกิดจากการที่อารมณ์มีอำนาจเหนือเรา

ถ้าคุณแค่หงุดหงิด คุณสามารถมีอารมณ์ร่วม และลงมือทำเพื่อแก้ปัญหา หรือเปลี่ยนแปลงอย่างอย่างได้ บุคคลที่เป็นแบบอย่างคือ มหาตมะ คานธี ซึ่งสามารถสู้กับความไม่เป็นธรรม และนำการประท้วงครั้งใหญ่ได้อย่างสงบ

บังคับไม่ให้เกิดอารมณ์ได้รึเปล่า?

พอล เอ็กแมน ท่านดาไลลามะ** (และ Chade-Meng Tan) เห็นตรงกันว่าคุณไม่สามารถหยุดความคิดได้ อย่างไรก็ตาม ท่านดาไลลามะได้เสริมสิ่งสำคัญข้อหนึ่ง คือ คุณสามารถปล่อยมันไปได้ทันทีที่ความคิดเกิดขึ้นมา

พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบความสามารถนี้ว่า เหมือนการเขียนหนังสือบนน้ำ ทันทีทีเขียน ตัวหนังสือก็หายไปเสียแล้ว (โอ๊ย เท่อะ – แอดมิน)

** ดาไลลามะ (Dalai Lama) เป็นชื่อตำแหน่งครับ ซึ่งองค์ดาไลลามะที่เรารู้จักในปัจจุบันคือองค์ที่ 14 ชื่อของท่านคือ แตนจิน กยาโช (Tenzin Gyatso) – แอดมิน

ฝึกปล่อยวาง

90% ของความทุกข์เกิดจากการที่คุณเลือกที่รักมักที่ชัง คือเลือกที่จะ “ชอบ” และ “ไม่ชอบ” เรื่องต่างๆ

การชอบ คือ การที่คุณยึดกับเรื่องหนึ่งสุดกำลัง และไม่ยอมปล่อยมันไป

การไม่ชอบ คือ การที่คุณพยายามผลักบางเรื่องออกไปให้พ้นตัว

ประสบการณ์ที่คุณได้ในชีวิต ส่วนใหญ่มาจากการที่คุณสัมผัสเรื่องหนึ่ง จากนั้นก็จะเกิดเป็นความรู้สึกและการรับรู้ แล้วก็ตามติดมาด้วยความชอบ ไม่ชอบ แทบจะทันที ซึ่งจริงๆ ประสบการณ์ที่คุณรับรู้ กับความชอบ ไม่ชอบ เป็นคนละเรื่องกันครับ

เช่น ถ้าคุณปวดหลัง คุณอาจจะคิดทันทีว่า “ทำไมต้องปวดหลังอยู่ได้ เมื่อไหร่จะหายนะ” จิตใจที่ยังไม่ได้รับการฝึกจะเห็นว่านี่คือสิ่งเดียวกันที่แยกจากกันไม่ได้ แต่ถ้าคุณฝึกสติมากพอจะเห็นว่า ความเจ็บป่วยทางร่ายกาย และความไม่ชอบการเจ็บป่วยเป็นคนละเรื่องกัน

ถ้าคุณฝึกจิตใจจนเห็นว่ามันเป็นคนละเรื่องกันแล้ว จะเกิดเรื่องสำคัญขึ้น 2 เครื่องครับ คือ

เรื่องแรก คุณจะรับรู้ความเจ็บปวด ทั้งจากร่างกายและเรื่องอื่นๆ ได้ โดยที่ไม่ทุกข์ใจ และจะทำให้ความเจ็บปวดนั้นน้อยลงไปมาก

เรื่องนี้เรามีตัวอย่างจากลูกศิษย์ของจอน คาบัท-ซินน์ เป็นชายชราคนหนึ่งที่เจ็บเท้าอย่างรุนแรง เจ็บมากขนาดอยากตัดเท้าทิ้ง และต้องนั่งรถเข็น แต่หลังจากการฝึก เขาสามารถเดินได้ด้วยการใช้ไม้เท้า ชายคนนั้นเล่าให้ฟังว่า ถึงอาการปวดเท้าจะไม่ลดลงซักเท่าไหร่ แต่ทัศนคติของเขาต่อความเจ็บปวดนั้นเปลี่ยนไปมากทีเดียว

เรื่องที่สอง คือเราจะมีความสุขโดยไม่ต้องกลัวว่าจะผิดหวังในภายหลัง ปัญหาใหญ่สุดของเรื่องที่มีความสุขคือ มันอยู่กับคุณไม่นาน หลังจากนั้นจะหมดไป ซึ่งตัวมันเองไม่ได้ทำให้คุณทุกข์ใจ แต่ความยึดติดและหวังว่ามันจะไม่หายไปไหนนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้คุณทุกข์

ท่านติช นัท ฮัน เปรียบเทียบเรื่องนี้ไว้ว่า

ดอกไม้เหี่ยวเฉาไม่ได้ทำให้ทุกข์ แต่ความต้องการที่จะไม่ให้มันเหี่ยวเฉาต่างหากที่ทำให้เกิดทุกข์

ถ้าคุณปล่อยมือจากเรื่อง “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” ได้ คุณจะเป็นอิสระจากความทุกข์และความรู้สึกที่คอยกวนใจ ไม่ว่าจะเป็นความชอบ หรือชิงชังก็ตาม

แอดมินขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังครับ

ผมตัดสินใจกลับกรุงเทพ หลังเลิกกับแฟนที่คบกันมา 10 ปี โชคดีที่จากออสเตรเลียกลับไทยใช้เวลาหลายชั่วโมง ทำให้ได้อยู่กับตัวเอง ตอนนั้นประโยคหนึ่งจากหนังสือชื่อ Dharma Road: A Short Cab Ride to Self Discovery ก็ผุดขึ้นในหัว

“ทุกเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งรถติด เลิกกับแฟน สอบตก และอะไรต่างๆ มันเกิดขึ้นของมันตามเหตุปัจจัย (ตามเหตุและผล) ตัวมันเองกลางๆ ไม่ได้มีข้อดีหรือข้อเสีย แต่สิ่งที่ทำให้ทุกข์ คือ การที่เราตีความมันว่าเป็นเรื่องที่แย่ ยอมรับไม่ได้ว่าตอนนี้ไม่มีคนที่เรารักอีกต่อไปแล้วต่างหาก”

วิธีรับมือกับอารมณ์เชิงลบ

อารมณ์คือสิ่งที่เกิดขึ้นเอง และเราห้ามมันไม่ได้ แต่หลายครั้งที่เราไม่รู้จะจัดการกับมันยังไง (โดยเฉพาะอารมณ์ด้านลบ) เราเลยมี 4 วิธีมาเสนอครับ

  • รู้สึกตัวเวลาที่คุณรู้สึกดี
  • อย่ารู้สึกแย่เวลาที่มีความคิดแย่ๆ
  • อย่าสุมไฟให้อารมณ์เชิงลบ
  • เริ่มต้นทุกความคิดด้วยความเมตตา และอารมณ์ขัน

รู้สึกตัวเวลาที่คุณรู้สึกดี

นี่เป็นการฝึกที่มีประโยชน์มาก เพราะคุณรู้ตัวมากขึ้นเวลาที่มีความสุข ทำให้มีความสุขมากขึ้น ยังช่วยให้รับมือกับความคิดแย่ๆ ได้ดีขึ้นด้วย

ถ้าสังเกตดีๆ ถึงจะเป็นช่วงที่คุณกำลังเจอกับความเจ็บปวด (โดยเฉพาะทางอารมณ์) จะเห็นว่าความเจ็บปวดนั้นขึ้นๆ ลงๆ บางเวลาคุณอาจรู้สึกแย่มาก แต่อีกไม่กี่วินาทีถัดมาคุณรู้สึกดีขึ้น แต่อีกอึดใจนึงก็รู้สึกแย่อีกแล้ว

การฝึกรู้ตัวจะทำให้คุณสามารถจับจังหวะสั้นๆ เมื่อความทุกข์เบาบางลงได้ ทำให้คุณมีเวลาผ่อนคลาย และได้ตั้งหลักเพื่อกลับมาสู้กับปัญหาอีกครั้ง

อย่ารู้สึกแย่เวลาที่มีความคิดแย่ๆ

เวลาที่ตัวเองมีความคิดแย่ๆ หลายคนชอบตำหนิตัวเองสารพัด เช่น “ถ้าชั้นดีจริงคงไม่คิดแบบนี้” หรือ “อุตส่าห์ฝึกสติมาแทบตาย พอถึงเวลาจริงๆ ก็โมโหจนได้ เรานี่มันแย่จริงๆ” และอื่นๆ

ความจริง คือ ความคิดหรืออารมณ์แย่ๆ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คุณห้ามมันไม่ได้ แม้แต่ท่านติช นัท ฮันห์ ก็เคยโกรธจัดจนอยากลงไม้ลงมือเลยทีเดียว

การที่คุณตำหนิตัวเองเวลาที่เกิดความคิดแย่ๆ จะทำให้เกิดความทุกข์ใหม่ๆ ขึ้นอีก ทั้งที่ไม่จำเป็นเลย

อย่าสุมไฟให้อารมณ์เชิงลบ

คุณไม่สามารถห้ามไม่ให้อารมณ์เชิงลบหรือความคิดแย่ๆ เกิดขึ้นได้ และบังคับให้มันไปก็ไม่ได้ด้วย

แต่โชคดีที่อารมณ์พวกนั้นต้องการเชื้อเพลิงจากคุณมันถึงจะโหมกระพือต่อไปได้ ถ้าคุณไม่ให้เชื้อไฟ มันก็จะค่อยๆ ดับลง และอาจหายไปในที่สุด

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ ความโกรธ ให้ลองใช้สติพิจารณาความโกรธ คุณจะเห็นว่ามันขึ้นๆ ลงๆ ไม่เท่ากัน และสิ่งที่ทำให้มันรุนแรงขึ้น คือการที่คุณยกเรื่องแย่ๆ ในอดีต หรือข้อเสียของอีกฝ่ายมาเติมไฟให้มัน

เริ่มต้นทุกความคิดด้วยความเมตตา และอารมณ์ขัน

ไม่ว่าจะเจอเรื่องดีหรือร้าย คุณควรเริ่มต้นทุกความคิดด้วยความเห็นอกเห็นใจตัวเองและผู้อื่น เพราะคุณสมบัติเด่นของความเมตตาคือความสามารถในการเยียวยารักษา

สิ่งที่ผู้เขียน (Chade-Meng Tan) เสริมก็คือ เขาอยากให้คุณพยายามมองเรื่องร้ายๆ ให้เป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ตลก เช่น หลายครั้งที่เขามีความคิดแย่ๆ เช่น โลภมาก หรือเจ็บแค้นใคร เขาจะมองว่ามีชายคนหนึ่งตกลงไปในบ่อโคลน คือความคิดแง่ลบของตัวเอง ทำหน้าเหวอๆ พร้อมดนตรีประกอบสนุกๆ จากนั้นสะบัดแขนขาท่าทางเงอะงะ แต่ก็ปีนกลับขึ้นฝั่งด้วยความว่องไว

สิ่งกระตุ้นอารมณ์

คนเราระเบิดอารมณ์ได้ง่าย ถ้ามีตัวกระตุ้น โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปมด้อย เรื่องที่เป็นชนักติดหลัง หรือความหลังฝังใจ และบ่อยครั้งที่จะมีความรู้สึกทำนองว่า “เอาอีกแล้ว” พ่วงมาด้วย

ขั้นตอนแรกในการจัดการตัวกระตุ้นก็คือ รู้ว่าเมื่อไหร่คุณกำลังถูกกระตุ้นอยู่ มาร์ก เลสเซอร์ แนะนำวิธีสังเกตอาการที่ควรระวังดังนี้

  • ด้านร่างกาย : หายใจถี่ขึ้น หัวใจเต้นเร็ว รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน (แอดมินมีอาการ มือสั่น ตัวสั่นด้วย)
  • ด้านความรู้สึก : เข้าโหมดสู้หรือหนี คือถ้าไม่หงุดชะงัก ก็จะเข้าโหมดระเบิดอารมณ์ไปเลย

วิธีรับมือสิ่งกระตุ้นอารมณ์

5 ขั้นตอนนี่เป็นวิธีที่มีประโยชน์มากในการรับมือสถานการณ์ที่คุณถูกกระตุ้น และรับมือกับอารมณ์เชิงลบทั้งหลาย

  1. หยุด (Stop)
  2. หายใจ (Breathe)
  3. สังเกต (Notice)
  4. ไตร่ตรอง (Reflect)
  5. ตอบสนอง (Respond)

หยุด

นี่คือขั้นตอนที่ทรงพลังมาก ถ้าคุณจำขั้นตอนอื่นไม่ได้เลย ก็ขอให้จำขั้นตอนนี้ก็พอครับ เพราะแค่คุณหยุดตัวเองทันทีและไม่ตอบสนองใดๆ เมื่อกระทบสิ่งเร้า ก็ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมหาศาลแล้ว

หายใจ

การจดจ่อกับลมหายใจ โดยเฉพาะการหารใจลึกๆ จะช่วยให้จิตใจและร่างกายสงบลงได้ และช่วยเพิ่มพลังในการ “หยุด” ของคุณ

สังเกต

จดจ่อกับร่างกายอย่างมีสติ สังเกตว่าใบหน้า คอ ไหล่ อก หลัง และอุณภูมิของร่างกาย เปลี่ยนไปยังไงบ้าง ที่สำคัญคือไม่ตัดสิน

หัวใจสำคัญของขั้นตอนนี้คือ ต้องพยายามรู้ว่าอารมณ์นั้นเป็นปรากฏการทางกาย ไม่ใช่ตัวตนของคุณ ข้อสังเกตของคุณต้องไม่ใช่ “ฉันกำลังโกรธ” แต่ควรเป็น “ฉันรับรู้ถึงอารมณ์โกรธ”

ไตร่ตรอง

ลองคิดทบทวนว่าความรู้สึกนี้มาจากไหน มีความหลังฝังใจกับมันมั๊ย ชอบตำหนิตัวเองด้วยรึเปล่า ให้คุณมองแบบไม่ตัดสินถูกผิด

และถ้านี่เป็นเรื่องที่มีคนอื่นเกี่ยวข้องให้ลองมองตัวคุณเองในมุมของเค้า โดยไม่ตัดสิน พร้อมกับระลึกไว้เสมอว่า

  • ทุกคนอยางกมีความสุข
  • และคนคนคิดว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะมีความสุข ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

การตอบสนอง

คิดถึงการตอบสนองที่นุ่มนวลที่สุด และทำให้เรื่องจบดีที่สุด คุณไม่ต้องทำมันจริงๆ แต่ให้ลองจินตนาการดูก็ได้ครับว่าจะต้องทำอะไรบ้าง

ตรงนี้แอดมินอยากเสริมวิธีของ Brendon Burchard ด้วยครับ คือ ให้ลองจินตนาการว่า ถ้าตัวตนที่ดีที่สุดของคุณเจอสถานการณ์แบบนี้ คุณจะแก้ปัญหายังไง

การฝึกแบบมีขั้นตอน

  • สูดหายใจลึกๆ อย่างมีสติ (รับรู้ถึงการหายใจของคุณ) 3 ครั้ง
  • ใช้เวลา 2 นาที คิดถึงเรื่องแย่ๆ เรื่องที่คุณโกรธ หงุดหงิด เจ็บปวด ลองดูว่าคุณนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นได้ไหม ถ้าเริ่มมีอารมณ์ร่วม ก็ทำขั้นตอนต่อไป
  • ใช้เวลา 30 วินาที หยุดนิ่ง และหายใจช้าๆ ลึกๆ อย่างมีสติ
  • ใช้เวลา 1 นาที ฝึกการสังเกต จดจ่อกับร่างกาย ดูว่าอารมณ์นั้นส่งผลกับร่างกายอย่างไร ตั้งแต่ใบหน้า คอ ไหล่ อก หลัง และอุณภูมิของร่างกาย ที่สำคัญคือไม่ตัดสิน พยายามรู้ว่าอารมณ์นั้นเป็นปรากฏการทางกาย ไม่ใช่ตัวตนของคุณ ข้อสังเกตของคุณต้องไม่ใช่ “ฉันกำลังโกรธ” แต่ควรเป็น “ฉันรับรู้ถึงอารมณ์โกรธ”
  • หยุดนิ่ง 1 นาที
  • ใช้เวลา 30 วินาที ไตรตรองว่าอารมณ์นั้นมาจากไหน มีปัญหาฝังใจ หรือมีใครเข้ามาเกี่ยวข้องรึเปล่า

และถ้าเป็นเรื่องที่มีคนอื่นเกี่ยวข้องให้ลองมองตัวคุณเองในมุมของเค้า โดยไม่ตัดสิน พร้อมกับระลึกไว้เสมอว่า

  • ทุกคนอยากมีความสุข
  • และคนคนคิดว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะมีความสุข ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
  • ใช้เวลา 1 นาที คิดหาทางตอบสนองต่อสถานการณ์นั้น แบบที่ทำให้เรื่องจบลงด้วยดี และนุ่มนวลที่สุด
  • ใช้เวลา 2 นาที กลับมาจดจ่อที่ลมหายใจ
  • หลังจากนั้นรอสักครู่ กำหมัดให้แน่น เก็บอารมณ์ที่ยังเหลืออยู่ไว้ในนั้น แล้วค่อยๆ คลายมืออกแล้วปล่อยมันทิ้งไป
  • ใช้เวลา 1 นาที กลับมาจดจ่อที่ร่างกายหรือลมหายใจ (แล้วแต่ว่าคุณถนัดแบบไหน)

เรายังสามารถแยกการฝึก 3 ขั้นตอนแรก คือ หยุด หายใจ และสังเกต จากการฝึกสติและสมาธิ แต่ 2 ขั้นตอนหลัง คือ ไตร่ตรอง และตอบสนอง การฝึกกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันจะดีกว่า (ถ้าคุณอยากฝึก แอดมินเคยลองกับเกมออนไลน์อย่าง League of Leagends ก็จัดว่าเข้าท่า เพราะมันกระตุ้นในคุณโมโหง่ายมากๆ)

ถึงแม้ว่าคุณอาจจะไม่มีโอกาสฝึกในชีวิตประจำวันมากนัก แต่การฝึกแบบกลับมาคิดย้อนหลังก็มีประโยชน์เช่นกัน ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ ก็จะนับมือกับสถานการณ์จริงได้ดีขึ้นด้วย

ถ้าคุณถูกกระตุ้นให้ระเบิดอารมณ์ครั้งหน้า อย่าลืมนึกถึงการฝึกนี้นะครับ

การรับมือกับสิ่งเร้าทุกรูปแบบ

เราดัดแปลงเอา 5 ขั้นตอนที่เรียนรู้ตะกี้ ไปรับมือกับเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย

เมื่อคุณเจอกับสิ่งกระตุ้น ให้คุณ หยุด หายใจ และสังเกต การหายใจช้าๆ จะกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาทเวกัส ซึ่งช่วงลดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ช่วยให้คุณสงบลงได้

การควบคุมอารมณ์ (จากการ หยุด หายใจ และสังเกต) เป็นเรื่องที่ดีและจำเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าคุณจะฝึกมาอย่างดี จนสามารถปล่อยวางและสงบได้เร็ว แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะสาเหตุที่คุณถูกกระตุ้นยังไม่ได้ถูกแก้ไข และอาจเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นได้อีก

ดังนั้นจึงต้องฝึกเปลี่ยนแปลงการรับรู้ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงมุมมอง หรือตีความสถาณการณ์นั้นใหม่ เช่น ลองมองหาข้อดีของมัน หรือลองมองมันด้วยสายตาที่หวังดีกับคนอื่นมากขึ้น

สุดท้ายคือการยอมรับและยอมเผชิญหน้ากับความรู้สึก ด้วยการนึกว่าตัวคุณคือท้องฟ้า ที่รองรับก้อนเมฆได้ทุกขนาด หรือลองวิธีของ มาร์ก เลสเซอร์ ที่ให้จินตนาการว่าตัวคุณเป็นตาข่าย ที่ปล่อยให้ ทั้งความกลัว ความโกรธ อารมณ์รุนแรงต่างๆ อย่างไหลผ่านไป ไม่ติดค้างอยู่ในตัว

หรือจะลองใช้วิธีที่ Chade-Meng Tan คิดขึ้นมาเอง คือ จินตนาการว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นฉากของภาพยนตร์ตลกก็ได้ครับ

ผูกมิตรกับอารมณ์

วิธีทั้งหมดในบทนี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อผูกมิตรกับอารมณ์ของเราทั้งนั้น

เมื่อครั้งที่มิงยูร์ ริมโปเช เป็นเด็กท่านป่วยเป็นโรคตื่นตระหนกขั้นรุนแรง จนกระทั่งอายุ 13 ปี ระหว่างการปลีกวิเวกเพื่อทำสมาธิ ท่านตัดสินใจมองลึกลงไปในความตื่นตระหนกของคนเอง และพบว่าการที่มันเติบโตกล้าแข็งได้มี 2 ทาง

  1. การยกให้มันเป็นนาย และทำตามที่มันต้องการทุกอย่าง
  2. การมองมันเป็นศัตรู และอยากไล่มันไปให้พ้น

ท่านจึงเลือกที่จะไม่ทำตามมัน และไม่หวังจะให้มันหายไป เพียงแต่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และดูมันเฉยๆ ทำให้เห็นว่าอารมณ์เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็วและไร้เหตุผลมาก

เมื่อท่านเริ่มเห็นว่ามันไม่ได้เป็น “จริง” อย่างที่ดูเหมือนจะเป็นเลย ท่านก็ละความเชื่อเรื่องราวที่มันเล่า และเริ่มเห็นผู้สร้างที่อยู่เหนืออารมณ์ขึ้นไป นั่นคือความตระหนักรู้อันกว้างไกลและไร้ขอบเขต ซึ่งเป็นธรรมชาติของตัวจิตเอง

สรุป

บทนี้เป็นอะไรที่ยาวสุดๆ จริงๆ แอดมินเลยขอสรุปเรื่องการควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นสาระสำคัญ (ตามที่ผมเข้าใจ) ไว้ตอนท้ายนิดนึงครับ

  • รับรู้อารมณ์ของตัวเอง จะเห็นการเกิดขึ้นและดับไปของอารมณ์
  • ไม่ตัดสิน และไม่ทำตามมัน
  • ไม่พยายามผลักไสมัน และไม่เติมเชื้อไฟให้มัน
  • ตระหนักว่าคุณไม่สามารถห้ามอารมณ์ไม่ให้เกิดได้ และมันคือปรากฏการณ์ทางร่างกาย ไม่เกี่ยวกับตัวตนของคุณ
  • สุดท้ายเราจะเลือกได้ว่าจะทำตามอารมณ์ หรือไม่ทำตามอารมณ์ และเป็นอิศระจากมันอย่างแท้จริง