ความฉลาดทางอารมณ์คืออะไร และวิธีพัฒนา EQ ใน 2 นาที

ความฉลาดทางอารมณ์คืออะไร และวิธีพัฒนา EQ ใน 2 นาที

ความฉลาดทางอารมณ์ คืออะไร และวิธีพัฒนา EQ ใน 2 นาที – ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เป็นหนึ่งในเครื่องทำนายความสำเร็จทางหน้าที่การงาน และความสมหวังในชีวิตที่ดีที่สุด และข่าวดีคือทุกคนสามารถฝึกได้ ในบทนี้เราจะได้รู้วิธีฝึกอย่างถูกต้อง ซึ่งใช้เวลาวันละ 2 นาทีเท่านั้น

นี่เป็นสรุปเนื้อหาในบทที่ 1 ของหนังสือ Search Inside Yourself (ตื่นรู้กับ Google) เขียนโดย Chade Meng Tan ซึ่งพูดเรื่องการฝึกสติ และสมาธิในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการทำฝันให้เป็นจริง โดยที่เรายังมีความสุขสุดๆ ไปพร้อมกันด้วย

บทที่ 1 ความฉลาดทางอารมณ์ คืออะไร และวิธีพัฒนา EQ ใน 2 นาที
บทที่ 2 วิธีฝึกสมาธิแบบ Google เพื่อพัฒนา EQ
บทที่ 3 ประโยชน์ของสติ และวิธีฝึกสติในชีวิตประจําวัน
บทที่ 4 การรู้จักตัวเอง และวิธีเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง
บทที่ 5 การควบคุมอารมณ์ และวิธีฝึก 5 ขั้นตอน
บทที่ 6 วิธีสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง
บทที่ 7 ความเมตตา คืออะไร วิธีสร้างความเมตตา และความเข้าใจคนอื่น
บทที่ 8 เป็นผู้นำด้วยความเมตตา และทักษะทางสังคม (จบ)

ความฉลาดทางอารมณ์คืออะไร

แดเนียล โกลแมน (บิดาของความฉลาดทางอารมณ์) แบ่งโครงสร้างของความฉลาดทางอารมณ์เป็น 5 ด้าน

  • เข้าใจตัวเอง โดยเฉพาะจิตใจของตัวเอง
  • ควบคุมตัวเองได้
  • สร้างแรงจูงใจได้เอง
  • เข้าใจคนอื่น เห็นใจคนอื่น
  • มีทักษะทางสังคม คือทำให้คนอื่นตอบสนองในแบบที่เราต้องการได้

หรือสรุปตามคำนิยามของ ปีเตอร์ ซาโลเวย์ และ จอห์น ดี เมเยอร์ ได้ว่า ความฉลาดทางอารมณ์ คือ ความสามารถในการจับความรู้สึกของตัวเองและผู้อื่น แล้วใช้ข้อมูลที่ได้เป็นแนวทางให้กับความคิดและการกระทำของตัวเอง

ประโยชน์ของความฉลาดทางอารมณ์

หลายคนคงสงสัย ว่าความฉลาดทางอารมณ์ให้ประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ความจริงคือคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูง จะมีทักษะอีกสามทักษะเกิดขึ้นด้วย คือ

  • ทักษะการทำงานชั้นเยี่ยม
  • ทักษะการเป็นผู้นำที่ดี
  • ทักษะในการสร้างความสุข

ทักษะการทำงานชั้นเยี่ยม

การศึกษาพบว่า คนที่มี EQ สูง ทำงานที่ต้องใช้ความสามารถในการบริการ หรืองานขาย ได้ดีกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้ายถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ไม่เฉพาะงานบริการ เพราะความฉลาดทางอารมณ์มีผลกับงานที่สไตล์ฉายเดี่ยวอย่างโปรแกรมเมอร์ หรืองานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้วย โดยคนที่ทำงานเก่งโดดเด่น จะมีคุณสมบัติ 6 ข้อ คือ

  • ต้องการความสำเร็จ และมีเป้าหมายสูง
  • สามารถโน้มน้าวผู้อื่น
  • ชอบความท้าทาย
  • มั่นใจในตัวเอง
  • รู้จักคิดเป็นภาพรวม
  • มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์

มีแค่ 2 ข้อหลังที่เกี่ยวกับสติปัญญา

ส่วน 4 ข้อแรกเกี่ยวกับความฉลาดทางอารมณ์ครับ

ทักษะการเป็นผู้นำที่ดี

ผู้นำที่คิดบวก ไม่ถือตัวและสามารถแสดงอารมณ์ได้อย่างเปิดเผย เข้ากับคนอื่นง่าย มักเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ แดเนียล โกลแมน ทำการวิเคราะห์ให้ว่า ความฉลาดทางอารมณ์คือปัจจัย 80 – 100% ที่แบ่งผู้นำที่เก่งกาจออกจากคนทั่วไป

ทักษะในการสร้างความสุข

ความสุขที่ยั่งยืน มาจากการเข้าใจการทำงานของจิตอย่างลึกซึ้ง ซึ่งข่าวดีคือมันเป็นทักษะที่ฝึกได้ ทักษะที่ช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของจิตได้ดีขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ ระหว่างที่เราฝึกความฉลาดทางอารมณ์ เราก็จะมีความสุขง่ายขึ้นด้วยนั่นเอง

วิธีพัฒนา EQ

ทุกคนสามารถเพิ่มความฉลาดทางอารมณ์ได้ ตามหลักการ Neuroplasticity คือ สมองของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผ่านการคิด การกระทำ และสิ่งที่เราสนใจ

พูดง่ายๆ ก็คือ เราสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของสมองได้ผ่านการฝึกฝนนั่นเอง

ฝึกจดจ่อ

ฝึกการทำสมาธิอย่างมีสติ ซึ่ง จอน คาบัท-ซินน์ ให้คำนิยามไว้ว่า “คือการตั้งใจจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีเป้าหมาย อยู่กับปัจจุบัน และไม่มีการตัดสิน”

แล้วแล้ว…การทำสมาธิอย่างมิสติ เกี่ยวกับการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ได้ยังไงหว่า คือ ถ้าเรามีสติ และสมาธิ เราจะเข้าใจตัวเอง และควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น ซึ่งจะมาพร้อมความสามารถ “ความยืดหยุ่นทางการตอบสนอง” ทำให้เรามีอำนาจเลือกที่จะทำ หรือไม่ทำตามแรงกระตุ้นก็ได้

เช่น ถ้ามีคนขับรถปาดหน้า คนที่ไม่ทันอารมณ์ก็อาจโมโห แล้วยกนิ้วกลางให้ทันที ซึ่งคุณอาจจะโชคร้าย ถ้าคนที่ขับรถปาดหน้าคุณขี้โมโหกว่า แถมมีอาวุธติดมือด้วย…

แต่ถ้าคุณมี “ความยืดหยุ่นทางการตอบสนอง” คุณจะหยุดชะงักไปเสี้ยววินาที และในช่วงนั้นเองคุณมีอำนาจที่จะเลือกว่าจะทำตามอารมณ์ หรือไม่ทำก็ได้ และการตอบสนองนั้นจะกระทบกับการเติบโตและความสุขของเรา

จิตใจที่ได้รับการฝึกอย่างดีแล้ว จะทำให้เรามีเวลาหยุดชะงักนานขึ้น และจะเลือกตอบสนองในแบบที่เป็นประโยชน์ได้ดีขึ้น

การฝึกที่ทำได้ง่ายสุดๆ เกิดจากการทดลองของแมทธิว ลีเบอร์แมน คือ ถ้าเราสามารถระบุความรู้สึกออกมาได้ จะช่วยให้เราจัดการกับความรู้สึกนั้นได้ดีขึ้น เช่น “ฉันรู้สึกโกรธอยู่นะ” “ฉันรู้สึกกลัวอยู่นะ” การระบุความรู้สึกเป็นคำพูดจะเพิ่มการทำงานของสมองซีกขวา และส่วนศูนย์บัญชาการของสมอง ทำให้เรามีความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

ฝึกจดจ่อกับร่างกาย

ทำไมเราต้องจดจ่อกับร่างกายให้มากขึ้น? เพราะอารมณ์และลางสังหรณ์แสดงออกทางร่างกายชัดที่สุด เรื่องนี้แมทธิว ลีเบอร์แมน และแดเนียล โกลแมนอธิบายไว้ว่า มันเกิดจากสมองที่ชื่อว่า “เบซัลแกงเกลีย”

เบซัลแกงเกลีย เป็นสมองส่วนที่เก่าแก่มาก มีหน้าที่สังเกตุทุกอย่างที่เราทำในชีวิต แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นการตัดสินใจ แต่มันไม่เชื่อมต่อกับการพูด เลยบอกสิ่งที่รู้เป็นคำพูดไม่ได้ แต่สื่อสารออกมาทางร่างกายและลำไส้ได้ มันบอกว่าอะไรถูกอะไรผิดผ่านทางร่างกาย และลางสังหรณ์นั่นเอง

ทำไมการจดจ่อกับร่างกายถึงช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ได้?

เพราะว่าความฉลาดทางอารมณ์จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราเข้าใจตัวเอง และสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ การฝึกจดจ่อกับร่างกายจะทำให้เห็นอารมณ์เป็นภาพสโลว์โมชั่น!! ตอนที่อารมณ์เกิดขึ้น ขึ้นลงๆ แล้วดับไป เหมือน Matrix เลย

พอเราเห็นอารมณ์ชัดขนาดนั้น เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะทำยังไงกับมันดี ปล่อยให้มันดับไปเอง หรือทำตามอารมณ์ถ้าเห็นว่าเหมาะสม (เพราะตอนนี้คุณน่าจะเริ่มมีความสามารถ “ความยืดหยุ่นทางการตอบสนอง” บ้างแล้ว ฝึกไปเรื่อยๆ มันจะแข็งแกร่งขึ้นครับ)

วิธีฝึกสติง่ายๆ ใน 2 นาที

วิธีพัฒนา EQ เริ่มจากการเข้าใจตัวเอง และการจะเข้าใจตัวเองได้ จะต้องมีสติครับ เรามี 3 วิธีทีง่ายสุดๆ มาให้ลองทำดู ใช้เวลาแค่วันละ 2 นาทีเท่านั้น

  1. จดจ่อกับลมหายใจ ให้รู้ตัวตลอดเวลาว่าเราหายใจอยู่ ถ้าจิตใจเริ่มวอกแวกไปหาอย่างอื่น ก็แค่ดึงมันให้กลับมาสนใจลมหายใจ
  2. หรือวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือ นั่งเฉยๆ ไม่ต้องคิดว่าจะทำอะไร วิธีนี้มีคำอธิบายเท่ๆ ว่า เปลี่ยนจาก “การคิดว่าจะทำอะไร” เป็น “การดำรงอยู่”
  3. และเพื่อให้มันง่ายไปอีก คุณจะจดจ่อกับลมหายใจ หรือจะนั่งเฉยๆ สลับไปมาก็ได้ ไม่ผิดกติกา

การทำแบบนี้ทุกวัน วันละ 1 ครั้งจะช่วยให้คุณดื่มด่ำกับชีวิตได้มากขึ้น และเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณไปตลอดกาล